GDP ไทยปี 69 โต 1.8% ต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี
Krungthai COMPASS ประเมิน! เศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.8% ส่งออกหด–ท่องเที่ยวฟื้นช้า ฉุดกำลัง SME ติดหล่มหนี้ คาดหวัง! แพ็กเกจสินเชื่อ–ค้ำประกันกว่า 2 แสนล้าน ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย
นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอจากปีก่อนหน้า โดยจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ GDP โตต่ำกว่า 2.0% หากไม่รวมช่วงวิกฤต โดยภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวลง จากความเสี่ยง Geopolitics ขณะที่ การท่องเที่ยว ฟื้นตัวช้าจากการสูญเสียตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีความท้าทายจากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายภาครัฐนั้น ปัจจุบัน ภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ที่สร้างพลวัตใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยหนึ่งในทางรอดที่สำคัญ คือ การสนับสนุนธุรกิจ SMEs ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve และกระจายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างทั่วถึง
Krungthai COMPASS สำรวจ SMEs โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จำนวน 160,232 ราย ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand พบว่า SMEs เผชิญกับภาวะติดหล่ม สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไร (Return on Assets) ที่ถดถอยลง ในช่วงปี 2553-2567 และเลื่อนสถานะทางธุรกิจ (move up the ladder) ได้ยาก บ่งบอกถึง “ความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อน” โดยเมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของ “กลุ่มธุรกิจที่ผลประกอบการดี” และ “กลุ่มธุรกิจที่ต้องการพลิกฟื้น” พบว่าเบื้องหลังการถดถอยของ SMEs ไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายาม แต่เพราะธุรกิจติดอยู่ใน ‘วงจรหนี้’ ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะพยายามแข่งขันด้านราคาและบริหารจัดการต้นทุนแล้ว แต่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย ทำให้ขาดสภาพคล่องและก่อหนี้สะสมจนอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีถึง 3-5 เท่า และยังพบว่าจุดอ่อนสำคัญของธุรกิจ SMEs คือปัญหา Gross Margin ต่ำกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีประมาณ 4-10% สะท้อนการขายปริมาณมากแต่กำไรต่ำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจมีกำไรที่ยั่งยืน
มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินจึง “จำเป็น” แต่ไม่เพียงพอ SMEs ต้องผ่าตัดใหญ่ ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเจาะตลาดเฉพาะทาง ผ่านการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพ เพิ่มรายได้ และกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมปรับตัวสอดรับบริบทโลกใหม่ โดยในปัจจุบัน SMEs สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ภายใต้ Reinvent Thailand อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost รวมถึงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุน
นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ และผนวกกับการใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างเต็มขั้น อาทิ แนวคิด “พี่ช่วยน้อง” ที่รายใหญ่ช่วยเหลือ SMEs ใน Supply chain เข้าสู่ระบบ PromptBiz ที่ต่อยอดสู่ Supply chain financing เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงสภาพคล่องและเงินทุน ทั้งนี้ การผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามกับดักหนี้ กลับมาเติบโตและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน เป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป
เมื่อถามว่า สำหรับโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม่ และคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาทนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดร.พชรพจน์ มองว่า เป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญของภาครัฐและภาคการเงินในการแก้ปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SME โดยถูกออกแบบให้ทำงานเสริมกับมาตรการอื่น ๆ โดยในอดีตมาตรการช่วยเหลือ SME มักมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่สอดรับกัน แต่ปีนี้ภาครัฐตระหนักถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรของประเทศ ทั้งภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นใกล้กรอบ 60–70% ทำให้จำเป็นต้องออกมาตรการในลักษณะแพ็กเกจ
ซึ่งหนึ่งในมาตรการหลักที่ออกมาพร้อมกับ SMEs Credit Boost คือ Soft Loan ของธนาคารออมสิน วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง / 30,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand / 30,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจที่ต้องการยกระดับหรือปรับโครงสร้าง / และอีก 10,000 ล้านบาท สำหรับภาคท่องเที่ยว
ขณะที่ SME Credit Boost จะช่วยให้ผู้ประกอบการที่เดิมเข้าถึงสินเชื่อได้จำกัด สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น รวมถึงยังมีมาตรการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ที่มีวงเงินราว 50,000 ล้านบาท จะช่วยลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน ทำให้การปล่อยสินเชื่อมีความคล่องตัวมากขึ้น
หากทั้ง 2–3 มาตรการเดินหน้าไปพร้อมกัน จะช่วยให้สินเชื่อ SME ในปี 69 นี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากหดตัวต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังเผชิญข้อจำกัดจากภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ โดยกรุงไทยประเมิน GDP ปีนี้ราว 1.8%
ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ SME เผชิญอยู่ ไม่ได้อยู่เพียงการเข้าถึงเงินทุน แต่คือ ปัญหา Margin ต่ำจากการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้แม้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรสุทธิไม่สูง และมีความเปราะบางต่อความเสี่ยง จนนำไปสู่วงจรหนี้ในที่สุด
แนวทางแก้ไขระยะยาว คือ การยกระดับโมเดลธุรกิจ เพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และขยายไปสู่ตลาดใหม่ที่การแข่งขันไม่รุนแรง เช่น ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา มากกว่าการพึ่งตลาดดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
ส่วนด้านนโยบายภาครัฐ มาตรการให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ช่วยให้ SME สามารถตั้งราคาที่สะท้อนต้นทุนและ Margin ได้ดีขึ้น โดยภาครัฐถือเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยวงเงินจัดซื้อจัดจ้างปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน ภาคการเงินยังมีบทบาทผ่านโครงการด้าน Supply Chain Financing เช่น แพลตฟอร์ม PromptBiz ที่ช่วยให้การซื้อขายและเอกสารเป็นดิจิทัล ลดระยะเวลาการรับเงิน และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย กรุงไทยประเมินว่า มีโอกาสปรับลดได้อีก ประมาณ 1 ครั้ง จากระดับ 1.25% ลงสู่ราว 1.0% ในปี 69 นี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องคำนึงถึงการรักษาพื้นที่นโยบายการเงิน เพื่อรองรับความผันผวนในอนาคต ทั้งจากการส่งออก งบประมาณ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB